วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เอารัต



เอารัต




 
ซูเราะฮฺ อันนูร 24 : อายะฮฺที่ 31

"และจง ประกาศแก่มวลสตรีผู้มีความศรัทธาทั้งหลาย ให้พวกนางยับยั้งสายตาของพวกนาง ( อย่างมองสิ่งต้องห้าม) และให้พวกนางรักษาสิ่งพึงสงวน (อวัยวะเพศ) ของพวกนางไว้ และพวกนางจะต้องไม่เปิดเผย (ร่างกายส่วนที่สวมใส่) สิ่งประดับของพวกนาง (ให้ปรากฏแก่สายตาเพื่อนต่างเพศ) ยกเว้นส่วนที่เปิดเผยจากมัน (คือบางส่วนของร่างกายที่อนุญาตให้เปิดเผยได้) และให้พวกนางดึงผ้าคลุมศีรษะของ พวกนาง ลงมาปิดไว้บนคอเสื้อ(หน้าอก)ของนาง และอย่าให้พวกนางเปิดเผยเครื่อง ประดับของพวกนาง ยกเว้นสามีของนางเอง หรือบิดาของพวกนาง หรือบิดาของคู่ครองของพวกนาง"

"มีสองจำพวกของชาวนรก ซึ่งฉันยังไม่เห็นสองจำพวกนั้น พวกหนึ่งที่มีแซ่เหมือนหางวัว พวกเขาใช้ตีผู้คนทั้งหลายและสตรีแต่งกายไม่มิดชิด เดินโชว์สัดส่วนใส่เครื่องหอม ศีรษะของพวกนางเหมือนตะโหนกอูฐ ที่เอียง(ทำผมสูง) นางเหล่านั้นจะมิได้เข้าสวรรค์ พวกนางจะไม่ได้กลิ่นของสวรรค์" (บันทึกโดย มุสลิม ลำดับที่ 2118)

"ใครที่ทำเลียนแบบชนกลุ่มใด เขาก็เป็นชนกลุ่มนั้น" (บันทึกโดย อาบูดาวู๊ด)

ดังนั้น จึงจำเป็นที่ฮิญาบของสตรีมุสลิมะฮฺนั้นจะต้องมิดชิด และไม่รัดรูป และไม่เกล้าผมสูงแล้วค่อยคลุมฮิญาบ

เพราะการปกปิดนั้นจะสมบูรณ์ด้วยการสวมใส่ที่มิดชิดและไม่รัดรูป และเนื่องจากว่าการใส่เสื้อผ้าที่บาง หรือรัดรูปนั้นจะให้เกิดฟิตนะฮ์

และความสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น จึงทำให้การฮิญาบไม่สมบูรณ์ ต้องเข้าใจด้วยว่า "ปิดผิว" หรือ "ปิดเอารัต" ที่รวมรูปร่างร่างกายไปด้วย

บางมุสลีมะห์ในปัจจุบันมักจะเข้าใจว่า คำว่าเอารัตนั้น คือ ปกปิด ส่วนหัว ผิวพรรณ ไม่ได้รวมถึง ส่วนที่รัดรูป

 

 

 

ทำไมอิสลามถึงให้ผู้หญิงคลุมฮิญาบ


 
ทำไมอิสลามถึงให้ผู้หญิงคลุมฮิญาบ



 
      ฮิญาบ ในความหมายทางอาการนาม คือ การปิด การซ่อน หรือการปกคลุม หรือมีความหมายว่า ม่านกั้น แต่ความหมายในทางศาสนาบรรดานักวิชาการได้ให้ความหมายรวมไว้ว่า หมายถึง เครื่องแต่งกาย หรือ อาภรณ์มุสลิมะห์ที่ปกปิดส่วนที่เรียกว่า เอาเราะห์ คำว่า เอาเราะห์นี้ นักวิชาการมีความเห็นเป็นสองฝ่าย  คือ ฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่า เอาเราะห์ คือ บางส่วนของร่างกายสตรีซึ่งจะต้องปกปิดทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า อีกฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่า ทุกส่วนของร่างกายสตรีเป็นเอารัต นอกจากใบหน้าและฝ่ามือ แต่ถ้าหากเกรงว่าจะเกิดความเสื่อมเสียก็ควรปิดทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งใบหน้าและฝ่ามือ ดังนั้นฮิญาบจึงมิได้หมายถึง เฉพาะผ้าคลุมศีรษะเท่านั้น          
           บางคนมีความเห็นว่า ฮิญาบเป็นชุดที่สตรีชาวอาหรับสวมใส่กันสมัยก่อนอิสลาม หรือ เป็นแฟชั่นของสตรีชาวอาหรับ หรือเป็นประเพณีการแต่งกายของสตรีที่สืบทอดกันมา หรือเป็นเพียงเสื้อคลุมเพื่อกันฝุ่นของสตรีในประเทศแถบทะเลทราย
การมีความเห็นเช่นนี้ ถือเป็นความเข้าใจผิด เพราะการสวมฮิญาบเป็นบัญญัติที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงบังคับใช้ให้สตรีมุสลิมะห์ ทุกคนถือปฏิบัติ อายะห์แรกที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงประทานลงมาเกี่ยวกับฮิญาบอยู่ในซูเราะห์ อัลอะห์ซาบ อายะห์ที่ 59  ว่า  โอ้ นบี จงประกาศแก่บรรดาภรรยาของเจ้า บรรดาลูกสาวของเจ้า และบรรดาภริยาของศรัทธาชนทั้งหลาย แล้วพวกนางก็จะปล่อยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาปิดส่วนล่างของร่างกายนางทั้งหลาย นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก แล้วพวกนางก็ไม่ถูกระราน และอัลลอฮฺ คือ ผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตา

 

 

ทำไมอิสลามจึงลดฐานะผู้หญิงลงด้วยการเก็บพวกเธอไว้เบื้องหลังผ้าคลุมหน้า ?


 
ทำไมอิสลามจึงลดฐานะผู้หญิงลงด้วยการเก็บพวกเธอไว้เบื้องหลังผ้าคลุมหน้า ?

   ฐานะของผู้หญิงในอิสลามมักจะตกเป็นเป้าโจมตีโดยสื่อสารมวลชนในแนวเซ็คคิวลาร์(แนวคิดแยกศาสนาออกจากการเมือง)อยู่เสมอ ฮิญาบหรือเครื่องแต่งกายตามแบบอิสลามได้ถูกกล่าวถึงว่าคือตัวอย่างหนึ่งที่เป็น การปราบผู้หญิงให้สยบอยู่เยี่ยงทาสภายใต้กฎหมายอิสลาม ก่อนที่เราจะใช้วิจารณญาณวิเคราะห์คำสั่งทางศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องฮิญาบ ขอให้เราได้ศึกษาฐานะของผู้หญิงในสังคมยุคก่อนการเกิดขึ้นของอิสลามเสียก่อน

1. ในอดีตผู้หญิงถูกลดฐานะให้ด้อยค่าน่าอับอายและถูกใช้เยี่ยงวัตถุ
แห่งเมถุนกามตัณหา

ตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ต่อไปนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งถึงความ
จริงว่าฐานะของผู้หญิงในยุคอารยธรรมยุคต้น ๆ นั้นตกต่ำถึงขนาดที่

ว่าพวกเธอได้รับการปฏิเสธศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนโดยสิ้นเชิง
2. อิสลามยกย่องเชิดชูผู้หญิง หยิบยื่นความเสมอภาคให้และหวังว่าพวกเธอจะรักษาฐานะของพวกเธอให้คงอยู่ตลอดไป

อิสลามได้ยกฐานะผู้หญิงและให้สิทธิต่างๆ แก่พวกเธอมานานกว่า 1,400 ปีแล้ว อิสลามมุ่งหวังให้ผู้หญิงยึดมั่นในฐานะของพวกเธอและดำรงมันไว้สืบไป

ฮิญาบสำหรับผู้ชาย

คนทั่วไปมักกล่าวถึงความสำคัญของฮิญาบเฉพาะแต่ในบริบทของผู้หญิงเท่านั้น อันที่จริงในมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ทรงกล่าวถึงฮิญาบสำหรับผู้ชายก่อนฮิญาบสำหรับผู้หญิงด้วยซ้ำ กุรอานกล่าวไว้ในซูเราะฮฺ อันนูร ความว่า จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมินให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ” (อัลกุรอาน 24:30)

ขณะที่ผู้ชายมองผู้หญิงหากความไม่มียางอายหรือความคิดที่ไม่กระดากใจผ่านเข้ามาในจิตใจของเขาเขาควรลดสายตาของเขาลงต่ำ

ฮิญาบสำหรับผู้หญิง
อายะฮฺ ถัดไปในซูเราะฮฺอันนูร กล่าวว่า และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมินะฮฺให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธออย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอและอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่แก่สามีของพวกเธอหรือบิดาของพวกเธอหรือบิดาของสามีของพวกเธอหรือลูกชายของพวกเธอ…” (อัลกุรอาน 24 : 31)



 

3. มาตรฐาน 6 ประการสำหรับฮิญาบ

ตามกุรอานและซุนนะฮฺ มีเกณฑ์มาตรฐานเบื้องต้น 6 ประการสำหรับการปฏิบัติตามเงื่อนไขของฮิญาบ3.1 เอาเราะฮฺ หรือขอบเขตของร่างกายที่ต้องปกปิด

เกณฑ์แรกคือขอบเขตของร่างกายที่ต้องปกปิด (เอาเราะฮฺ) ซึ่งต่างกันระหว่างชายกับ หญิง เอาเราะฮฺของผู้ชายอย่างน้อยต้องอยู่ระหว่างสะดือกับเข่า สำหรับผู้หญิงเอาเราะฮฺคือทุกส่วนของร่างกายยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ หรือหากเป็นความประสงค์ของพวกเธอก็สามารถปกปิดส่วนของร่างกายส่วนนี้ (ใบหน้าและมือ) ด้วยก็ได้ นักวิชาการอิสลามบางท่านยืนยันหนักแน่นว่าใบหน้าและมือก็เป็นส่วนของร่างกายที่ต้องปกปิดด้วยเช่นกันอีก 5 เกณฑ์ที่เหลือนั้นเหมือนกันทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง
3.2 ชุดที่สวมใส่ต้องหลวมและต้องไม่เปิดเผยให้เห็นรูปร่าง
3.3 ชุดที่สวมใส่ต้องไม่บางจนมองทะลุผ่านได้
3.4 ชุดที่สวมใส่ต้องไม่งามหรือมีเสน่ห์จนเป็นที่ดึงดูดใจของเพศตรงข้าม
3.5 ชุดที่สวมใส่ต้องไม่คล้ายคลึงกับของเพศตรงข้าม
3.6 ชุดที่สวมใส่ต้องไม่คล้ายคลึงกับของบรรดาผู้ปฏิเสธ พวกเขาจะต้องไม่สวมใส่ชุดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะหรือสัญลักษณ์ในศาสนาของบรรดาผู้ปฏิเสธ

4. ฮิญาบรวมถึงความประพฤติและพฤติกรรมอื่นๆ ด้วย

ฮิญาบที่สมบูรณ์นั้นนอกเหนือจากการแต่งกายตามเกณฑ์ทั้ง 6 ประการแล้วยังครอบคลุมถึงความประพฤติที่มีศีลธรรม พฤติกรรม ทัศนคติ และความตั้งใจของแต่ละบุคคลด้วย ผู้ที่เพียงแต่ปฏิบัติตามเฉพาะกฎเกณฑ์ของฮิญาบในส่วนที่เกี่ยวกับเสื้อผ้าก็จะเป็นการเชื่อฟังปฏิบัติตามเป้าหมายของ ฮิญาบในมุมมองที่แคบๆ เท่านั้น ฮิญาบเสื้อผ้าย่อมไปด้วยกันกับฮิญาบแห่งดวงตา ฮิญาบแห่งหัวใจ ฮิญาบแห่งความคิด และฮิญาบแห่งเจตนารมณ์ (นิยะฮฺ) มันยังรวมถึงวิถีที่มนุษย์เดินเหิน วิถีที่มนุษย์พูดจาพาทีและวิถีที่เขากระทำด้วย เป็นต้น5. ฮิญาบป้องกันการข่มเหง

เหตุผลว่าทำไมฮิญาบถูกกำหนดแกผู้หญิง มีบัญญัติในซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺต่อไปนี้ โอ้ นบีเอ๋ย !จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้าและบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธาให้พวกเขาดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัลกุรอาน 33 : 59)

กุรอานกล่าวว่า ได้ถูกกำหนดสำหรับผู้หญิงเพื่อว่าพวกเธอจะได้รับการยอมรับในฐานะหญิงผู้สงบเสงี่ยมและจะช่วยปกป้องพวกเธอจากการถูกข่มเหงรังแก

6. ตัวอย่างจากพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่ง

สมมุติหญิงสองคนเป็นฝาแฝดกันและทั้งคู่สวยพอกัน เดินไปด้วยกันบนถนน คนหนึ่งแต่งกายด้วยฮิญาบทุกส่วนของร่างกายถูกปกปิดยกเว้นใบหน้าและมือ อีกคนหนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามแบบตะวันตก กระโปรงสั้นหรือกางเกงขาสั้น แล้วมีอันธพาลคอยจ้องจะจับ ล้อเล่น ยั่วเย้าผู้หญิง ใครเล่าจะเป็นผู้ถูกลวนลาม ? ผู้หญิงที่แต่งชุดฮิญาบหรือผู้หญิงที่แต่งชุดกระโปรงสั้น ? โดยธรรมชาติแล้วเขาย่อมลวนลามผู้หญิงที่นุ่งกระโปรงสั้น ดังนั้นการแต่งกายจึงเป็นการเชื้อเชิญทางอ้อมให้เพศตรงข้ามลวนลามข่มเหง กุรอานจึงกล่าวไว้เป็นถูกต้องแล้วที่ว่า ฮิญาบปกป้องผู้หญิงจากการถูกข่มเหงลวนลาม

7. การลงโทษที่รุนแรงสำหรับพวกข่มขืนทั้งหลาย

ภายใต้บทบัญญัติของอิสลาม ผู้ชายที่ทำข่มขืนผู้หญิงจะต้องได้รับการลงโทษที่รุนแรง คำกล่าวอันเฉียบขาดนี้ทำให้หลายคนพิศวง บางคนพูดว่าอิสลามโหดร้ายเป็นศาสนาที่ป่าเถื่อน ผมเคยตั้งคำถามง่ายๆ กับคนที่ไม่ใช่มุสลิมนับร้อยคนว่า สมมุติ , ทั้งที่พระเจ้าทรงห้าม , แต่ใครบางคนกลับข่มขืนภรรยาของท่าน แม่ของท่านหรือพี่สาว น้องสาวของท่าน ท่านได้รับรู้การพิพากษาในความผิดนั้นแล้วและผู้กระทำอนาจารคนนั้นได้ถูกพาตัวมาอยู่ต่อหน้าท่าน โทษสถานใดที่ท่านจะลงทัณฑ์แก่เขา ? ทุกคนตอบว่าพวกเขาจะฆ่าให้ตาย บางคนขยายความว่าเขาจะทรมานจนตายผมถามพวกเขาต่อไปว่า คนที่ข่มขืนภรรยาหรือแม่ของท่าน ท่านจะหยิบยื่นความตายให้แก่เขา แต่พอการกระทำความผิดลักษณะเดียวกันถูกกระทำกับภรรยาหรือลูกสาวของคนอื่น ท่านพูดว่าการลงโทษที่รุนแรงนั้นป่าเถื่อน ทำไมถึงได้เกิดสองมาตรฐานเช่นนี้ได้(double standards)?

8. สังคมตะวันตกเรียกร้องสิทธิในการยกฐานะผู้หญิงแบบจอมปลอม

การพูดถึงเสรีภาพของผู้หญิงของโลกตะวันตกนั้นไม่ได้มีสิ่งใดนอกจากรูปแบบที่แอบแฝงสำหรับการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากเรือนร่างของเธอ การลดฐานะแห่งจิตวิญญาณของเธอและทำลายเกียรติยศชื่อเสียงของเธอให้หมดไป สังคมตะวันตกเรียกร้องสิทธิในการยกฐานะผู้หญิง ตรงกันข้ามมันเป็นการทำให้พวกเธอมีฐานะเช่นนางบำเรอ หญิงผู้มากชายหลายชู้และเป็นเช่นผีเสื้อสังคมที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าตกเป็นเครื่องเล่นของผู้แสวงหาความสำราญ และการค้าประเวณีที่ซ่อนเร้นอยู่หลังฉากหลากสีแห่งศิลปะและวัฒนธรรม



9. อเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการข่มขืนสูงที่สุด

เป็นที่ยอมรับกันว่าสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่เจริญที่สุดในโลก ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการข่มขืนสูงที่สุดในโลกด้วย ตามรายงานของเอฟบีไอ (FBI) ในปี 1990 การข่มขืนในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวมีเฉลี่ยวันละ 1,756 ราย ต่อมามีรายงานอื่นระบุว่า การข่มขื่นในอเมริกาเฉลี่ยวันละ 1,900 ราย แต่ไม่ระบุว่าเป็นปีใด อาจเป็นปี 1992 หรือ 1993 อาจเป็นเพราะคนอเมริกัน หนักข้อขึ้น ในปีต่อๆมา

ขอให้ลองพิจารณาถึงภาพที่ได้รับ หากฮิญาบของอิสลามถูกนำมาใช้ในอเมริกา นั่นคือเมื่อใดก็ตามที่ผู้ชายมองผู้หญิงแล้วเกิดความคิดที่ไร้ยางอางหรือไม่กระดากอายขึ้น เขาก็ลดสายตาลงต่ำ จากนั้นผู้หญิงทุกคนสวมฮิญาบตามแบบอิสลามคือทุกส่วนของร่างกายถูกปกปิดยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ นอกจากนี้หากว่าใครข่มขืนแล้วได้รับโทษที่รุนแรง ผมขอถามท่านว่า จากภาพที่ได้พรรณนามานี้อัตราการข่มขืนในอเมริกาจะเพิ่มขึ้น คงเดิม หรือจะลดลง?

10. การยอมรับบทบัญญัติของอิสลามจะช่วยลดอัตราการข่มขืน

โดยหลักธรรมชาติ ทันทีที่บทบัญญัติของอิสลามถูกนูกนำปฏิบัติผลลัพธ์ในทางที่ดีย่อมบังเกิดอย่างแน่นอน หากบทบัญญัติของอิสลามได้รับการยอมรับและนำไปปฏิบัติในส่วนของโลกไม่ว่าในอเมริกาหรือยุโรป สังคมก็หายใจอย่างโล่งอก ฮิญาบไม่ได้ลดฐานะของผู้หญิงหรือทำให้ผู้หญิงอยู่ในสภาพที่น่าอับอายแต่ฮิญาบช่วยเชิดชูผู้หญิงช่วยปกป้องความสงบเสงี่ยมสง่างามและพรหมจรรย์ของเธอ